mua vé số online kiến thiết

ฝุ่น PM2.5 การดูแลตัวเองเมื่อปริมาณฝุ่นสูง

มลพิษทางอากาศที่มีอันตรายต่อสุขภาพมากที่สุด คือ ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) สำหรับประเทศไทยในปีพ.ศ. 2561 มีพื้นที่ 28 แห่งจาก 53 แห่ง (ใน 29 จังหวัด) ที่มีความเข้มข้นของ PM2.5 เฉลี่ยรายปีเกินมาตรฐานในบรรยากาศของประเทศไทยซึ่งกำหนดไว้ที่ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศ์กและพื้นที่เมืองทั้ง 53 แห่ง และยังมีความเข้มข้นของ PM2.5 เฉลี่ยรายปีเกินค่าตามคำแนะนำองค์การอนามัยโลกซึ่งกำหนดไว้ที่ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศ์กเมตร

ฝุ่น PM 2.5 คืออะไร?

คำว่า PM (พีเอ็ม) ย่อมาจาก Particulate Matters (พาร์ทิคิวเลทแมทเทอร์) เป็นคำเรียกค่ามาตรฐานของฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ มีหน่วยวัดคือ ไมครอน หรือไมโครเมตร แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ PM 10 และ PM 2.5 โดยฝุ่น PM 2.5 เป็นอนุภาคขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยน้อยกว่า 2.5 ไมโครเมตร แขวนลอยอยู่ในอากาศรวมกับไอน้ำ ควัน และก๊าซต่างๆ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่เมื่อมาอยู่รวมกันเป็นจำนวนมหาศาลจะมองเห็นเป็นหมอกควันอย่างที่เราเห็นกันในทุกๆ เช้านั่นเอง ฝุ่น PM 2.5 ถือเป็นมลพิษต่อสุขภาพของมนุษย์ตามที่องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญ และออกมาแจ้งเตือนให้ทราบ เพราะเป็นฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กมาก (เล็กกว่าเส้นผมถึง 20 เท่า) เมื่อหายใจเขาไปแล้ว สามารถเล็ดลอดผ่านขนจมูกเข้าสู่ปอดและหลอดเลือดได้ง่าย จนส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว
mua vé số online kiến thiếtLiên kết đăng nhập

  ในยุคปัจจุบันคงไม่มีใครไม่รู้จักฝุ่นขนาดจิ๋ว ที่เรียกว่า PM 2.5 (ฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 μM) ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเส้นผมประมาณ 20 - 30 เท่า ฝุ่น PM2.5 นี้ไม่ใช่เป็นมลพิษทางอากาศชนิดเดียวที่ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ แต่ยังมีก๊าซพิษอีกหลายอย่าง อาทิเช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO), ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2), โอโซน (O3), ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) รวมทั้งยังพบว่ามีโลหะหนักปนเปื้อนอยู่ในอากาศที่เราหายใจอีกด้วย  มากกว่า 90% ของประชากรทั่วโลกได้รับมลพิษทางอากาศเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งปัญหาของมลพิษทางอากาศนี้ไม่ได้มีเฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น แต่ยังพบตามเมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลก ทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพกระจายเป็นวงกว้าง ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกหรือ WHO พบว่า ในทุกปีมีประชากรถึง 7 ล้านคนเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เนื่องจากการได้รับมลพิษทางอากาศ ซึ่งส่งผลให้เกิดโรคมะเร็งปอด, โรคถุงลมโป่งพอง, โรคหัวใจ, และ โรคสมอง

ฝุ่น PM 2.5 มาจากไหน?

สาเหตุที่ทำให้เกิดฝุ่นละออง หรือฝุ่น PM 2.5 เช่น
  • โรงผลิตไฟฟ้า
  • ควันท่อไอเสียจากรถยนต์
  • การเผาไม้ทำลายป่า เผาขยะ
  • การเผาไหม้เชื้อเพลิงธรรมชาติที่ไม่สมบูรณ์
  • ฝุ่นจากการก่อสร้าง
  • จากปฏิกิริยาเคมีในบรรยากาศโดยมีสารกลุ่มซัลเฟอร์หรือกลุ่มไนโตรเจนและแอมโมเนียเป็นสารตั้งต้น ดังนั้น การปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจนจากแหล่งกำเนิดต่างๆ โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิลและการผลิตทางอุตสาหกรรม เมื่อเกิดการรวมตัวกันในบรรยากาศจะมีผลต่อการก่อตัวของ PM2.5

อันตรายจาก PM 2.5

PM 2.5 สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ถุงลมในปอดและกระแสเลือดโดยตรง ส่งผล อันตรายต่อกระบวนการทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกายและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรัง

จากการศึกษาโดย Institute for Health and Evaluation, University of Washington สนับสนุนโดย ธนาคารโลก พบว่า มลพิษทางอากาศเป็นปัจจัยร่วมที่เป็นสาเหตุของโรคต่างๆเนื่องจากมีส่วนประกอบของสาร เคมีหลายชนิดทั้งที่เป็นสารระคายเคืองไปจนถึงสารก่อมะเร็งจึงเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหลอดเลือดในสมอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคมะเร็งปอด และโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจส่วนล่าง สำหรับก๊าซโอโซนเป็นสารระคายเคืองปอด ทำให้ปอดติดเชื้อง่าย จึงเป็นปัจจัยร่วมอันก่อให้เกิดโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ฝุ่น PM 2.5 ที่เล็ดรอดเข้าไปในร่างกายนั้น จะกระตุ้นให้เกิดสารอนุมูลอิสระ ลดระบบแอนตี้ออกซิแดนท์ รบกวนสมดุลต่างๆ ของร่างกาย และกระตุ้นยีนที่เกี่ยวข้องกับการหลั่งสารอักเสบ ซึ่งมีอันตรายต่อเนื้อเยื่อในร่างกาย และส่งผลกระทบต่างๆ ตามมา ดังนี้
  • กระตุ้นให้คนที่มีโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังเกิดอาการกำเริบ เช่น โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้  และโรคถุงลมโป่งพอง
  • กระตุ้นให้คนที่มีโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดเรื้อรังเกิดอาการกำเริบ โดยเฉพาะ
  • สำหรับผลระยะยาวจะทำให้การทำงานของปอดถดถอย อาจเกิดโรคถุงลมโป่งพองได้ แม้ว่าคุณจะไม่สูบบุหรี่ก็ตาม และเพิ่มโอกาสทำให้เกิดมะเร็งปอดได้อีกด้วย
จากข้อมูล State of Global Air ระบุว่า  PM2.5 ก่อให้เกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประเทศไทยประมาณ 37,500 ราย นี่คือวิกฤตด้านสาธารณสุขโดยที่เด็ก คนสูงวัยและกลุ่มประชากรเสี่ยงในสังคมได้รับผลกระทบมากที่สุด

PM 2.5 กับสมอง

หลังจากที่ฝุ่นจิ๋วเข้าไปยังสมองจะทำให้เกิดกระบวนการอักเสบในสมอง มีการหลั่งสารอักเสบชนิดต่าง ๆ ทำให้เซลล์สมองได้รับบาดเจ็บ เกิดภาวะสมองเสื่อมเร็วกว่าปกติ รวมทั้งยังพบว่าทำให้เกิดการก่อตัวของก้อนโปรตีนที่ผิดปกติในสมอง (β-amyloid, α-synuclein, tau protein) ที่มีลักษณะคล้ายกับคนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์หรือโรคพาร์กินสัน รวมทั้งยังทำให้สมองส่วนเนื้อขาว (White Matter) มีการฝ่อเหี่ยวมากกว่าคนปกติอีกด้วย ในเด็กมีหลายงานวิจัยที่ยืนยันถึงความสัมพันธ์ของระดับ PM 2.5 ต่อความผิดปกติทางด้านพัฒนาการทางสติปัญญา อาทิเช่น
  • มีสติปัญญาด้อยลง
  • การพัฒนาการช้าลง
  • มีปัญหาการได้ยินและการพูด
  • รวมทั้งยังมีผลทำให้เกิดภาวะสมาธิสั้น
  • และภาวะออทิซึม (Autism) เพิ่มมากขึ้นถึง 68%
ในผู้ใหญ่พบว่า การได้รับฝุ่น PM 2.5 ทำให้เกิด
  • โรคอัลไซเมอร์เพิ่มมากขึ้นถึง 3 เท่า
  • และทำให้เกิดโรคพาร์กินสันเพิ่มได้ถึง 34%
  • รวมทั้งยังทำให้เกิดความเสี่ยงของโรคเส้นเลือดสมอง (Stroke) เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยทุก ๆ 10 μg/m3 ของระดับ PM2.5 ที่เพิ่มขึ้น จะเพิ่มความเสี่ยงของโรคเส้นเลือดสมองประมาณ 13% ถ้าได้รับฝุ่นจิ๋วในระดับความเข้มข้นที่เพิ่มมากขึ้น ความเสี่ยงก็จะเพิ่มมากขึ้น โดยในกลุ่มคนที่เป็นโรคเส้นเลือดสมองอยู่แล้ว การได้รับ PM 2.5 ยังเป็นการเพิ่มอัตราการตายในคนกลุ่มนี้อีกด้วย
  • คนที่ออกกำลังกายในสถานที่ที่มีฝุ่น PM2.5 จำนวนมาก จะทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพสมอง และเพิ่มอัตราการเกิดโรคเส้นเลือดสมอง การรับประทานผักและผลไม้ (มากกว่า 3.5 serving ต่อวัน) จะช่วยลดผลกระทบของฝุ่นจิ๋วต่อร่างกายได้ เนื่องจากผลของสารต้านอนุมูลอิสระที่มีในผักและผลไม้
  • ในกลุ่มคนที่เป็นโรคปวดศีรษะไมเกรน ซึ่งสมองจะมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าคนปกติ ฝุ่น PM2.5 รวมทั้งมลพิษในอากาศชนิดอื่น ๆ สามารถเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงขึ้นมาได้ โดยพบว่าในช่วงเวลาที่มีฝุ่นขนาดจิ๋วอยู่ในระดับสูง เช่น ฤดูหนาว จะพบคนที่เป็นไมเกรนเกิดอาการปวดศีรษะรุนแรง จนต้องไปพบแพทย์เพื่อฉีดยาที่ห้องฉุกเฉินเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงปกติประมาณ 4 - 13%
จากข้อมูลทางการแพทย์ข้างต้น จะพบว่าฝุ่น PM 2.5 รวมทั้งมลภาวะในอากาศชนิดอื่น ๆ มีผลกระทบต่อร่างกายในหลายระบบ การหลีกเลี่ยงเข้าไปในสถานที่ที่มีฝุ่นขนาดจิ๋วในปริมาณสูง การใช้เครื่องป้องกันอย่างเหมาะสม การรับประทานผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระในจำนวนที่เพียงพอ
ปัจจุบัน ปัญหาฝุ่นละอองเป็นพิษ หรือที่เรียกกันว่า “ฝุ่น PM 2.5” ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล กลายเป็นหนึ่งในปัญหาหลักที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่เข้าใจผิดว่า ท้องฟ้าสีหม่นที่เห็นในยามเช้าเกิดจากหมอกควัน ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว สิ่งนั้นคือการรวมตัวกันของมลพิษทางอากาศที่สูงเกินกว่าค่ามาตรฐานต่างหาก และยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพอีกด้วย

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ฝุ่น PM 2.5 สะสมรวมกันอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงที่รายล้อมไปด้วยตึกสูง มีลักษณะคล้ายแอ่งกระทะ ทำให้เกิดการสะสมของฝุ่น PM 2.5 ได้ง่าย ปกติแล้ว ฝุ่นเหล่านี้จะลอยขึ้นไปรวมตัวกันในอากาศเป็นจำนวนมากในช่วงกลางคืน ก่อนที่จะถูกลมพัดฟุ้งกระจายจางหายไปในยามเช้า แต่หากวันไหน อากาศนิ่ง ไม่มีลมพัด ก็จะทำให้ฝุ่น PM 2.5 ไม่ฟุ้งกระจาย เกิดการสะสมของฝุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ จนระดับความเข้มของฝุ่นในพื้นที่นั้นๆ เข้าสู่ระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จนกลายเป็นปัญหาทางมลภาวะทางอากาศนั่นเอง

วิธีป้องกันตัวเองจาก PM 2.5 ในระดับสูงนอกบ้าน

ขั้นตอนแรกในการป้องกันตัวเองจากระดับมลพิษฝุ่นละอองอันตรายนอกบ้านด้วยการรู้ว่าค่า PM 2.5 ในพื้นที่ที่คุณอยู่ หรือพื้นที่ที่คุณจะไปอยู่ในระดับอันตรายเกิดขึ้นเมื่อใดและที่ใด Air4Thai รวบรวมข้อมูลคุณภาพอากาศจากแหล่งต่างๆ ทั่วประเทศ คุณสามารถตรวจสอบสภาพคุณภาพอากาศในปัจจุบัน และที่คาดการณ์ไว้ในพื้นที่ของคุณได้  คุณภาพอากาศแบ่งออกเป็นหลายประเภท โดยพิจารณาจากจำนวนไมโครกรัมของสารก่อมลพิษประเภทหนึ่งๆ ต่ออากาศหนึ่งลูกบาศก์เมตร (ug/m3) สารก่อมลพิษแต่ละประเภทมี "จุดพัก" แยกเป็นของตนเอง หารด้วย ug/m3 โดย PM 2.5 และ PM 10 จะมีประเภทของตนเอง นี่คือหมวดหมู่สำหรับ PM 2.5
  • อันตราย: 350.4 ug/m3 คุณภาพอากาศที่แย่เช่นนี้อาจเกิดขึ้นโดยตรงจากไฟป่า หรือในช่วงที่มีหมอกควันครั้งใหญ่ก็ตาม ทุกคนจำเป็นต้องใช้มาตรการป้องกันหากคุณภาพอากาศสูงเกินระดับ "อันตราย" โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่เป็นผู้สูงอายุ มีบุตร หรือป่วยเป็นโรคหัวใจหรือปอด แนะนำให้ถามแพทย์ของคุณว่าการออกจากพื้นที่มลพิษหรือย้ายไปที่อื่นจะเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดหรือไม่
  • ไม่ดีต่อสุขภาพ มาก: 250.4 มก . /ลบ.ม. ยังพบไม่บ่อย แต่อาจเกิดขึ้นในช่วงฤดูไฟป่าหรือในเขตเมืองในวันที่อากาศร้อนและไม่มีลม ทุกคนควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในระดับนี้
  • ไม่ดีต่อสุขภาพ : 150.4 มก . /ลบ.ม. ที่ระดับมลพิษ PM 2.5 นี้ ควรใช้เวลานอกบ้านให้จำกัดลดกิจกรรมกลางแจ้ง และปิดหน้าต่าง
  • ไม่ดีต่อสุขภาพสำหรับกลุ่มเสี่ยง: 55.4 ug/m3 ใครก็ตามที่เป็นโรคหอบหืดหรือปัญหาเกี่ยวกับทางเดินหายใจหรือโรคหัวใจและหลอดเลือดควรลดเวลากลางแจ้ง และลดกิจกรรมกลางแจ้ง
  • ปานกลาง: 35.4 มก./ลบ.ม. ระดับนี้ไม่จำเป็นต้องจำกัดกิจกรรมและเวลากลางแจ้ง แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มที่แพ้ง่าย ให้ติดตามอาการและลดกิจกรรมหากพบปัญหาการหายใจ
  • รับได้/ดี: 12 ug/m3 . อากาศบริสุทธิ์ ไม่จำเป็นต้องมีข้อจำกัดหรือข้อจำกัดใดๆ
หากดัชนีคุณภาพอากาศในพื้นที่ของคุณแสดงระดับมลพิษที่สูงขึ้น ให้จำกัดเวลากลางแจ้งและลดระดับกิจกรรมกลางแจ้ง เนื่องจากระดับการออกแรงที่สูงขึ้นจะเพิ่มอัตราการหายใจ และการสัมผัสกับมลพิษ ระมัดระวังเป็นพิเศษหากคุณเป็นโรคหอบหืด หรือปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจหรือโรคหัวใจและหลอดเลือด  คุณยังสามารถตรวจสอบเพื่อดูว่าระดับมลพิษลดลงในบางช่วงเวลาของวันหรือไม่ และวางแผนกิจกรรมของคุณในช่วงเวลาดังกล่าว

mua vé số online kiến thiếtLiên kết đăng nhập

8วิธีป้องกันตนเองจากฝุ่น PM 2.5

1.ลดการสัมผัสกับอนุภาคมลพิษในยานพาหนะ

การเผาไหม้ของน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลในยานยนต์ก่อให้เกิดสารมลพิษอนุภาคส่วนใหญ่ในอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมในเมือง เนื่องจากอยู่ใกล้กับแหล่งกำเนิดมลพิษ (รถยนต์) การสัมผัสกับอนุภาคภายนอกอาคารสูงสุดมักเกิดขึ้นเมื่อขับรถบนถนน วิธีการลดการสัมผัสฝุ่นพิษในยานพาหนะ:
  • ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ไฮบริด (เบนซิน-ไฟฟ้า) หรือรถยนต์ปล่อยมลพิษต่ำอื่นๆ เมื่อคุณซื้อรถยนต์คันต่อไป
  • หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องฟอกอากาศอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้รับการรับรองในยานพาหนะ เนื่องจากบางชนิดผลิตโอโซนซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณ 
  • รถยนต์ส่วนใหญ่มีแผ่นกรองอากาศแบบจีบในช่องอากาศภายนอกสำหรับห้องโดยสาร  ปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตเพื่อเปลี่ยนไส้กรองอากาศเป็นประจำ ติดตั้งตัวกรอง HEPA
  • ปิดหน้าต่างและใช้การตั้งค่าการหมุนเวียนอากาศ (ปิดช่องระบายอากาศ) ในการจราจรหนาแน่น แต่ให้ระบายอากาศออกจากรถเป็นระยะเพื่อหลีกเลี่ยงอาการง่วงนอนจากการสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่หายใจออก
  • หลีกเลี่ยงการอบอุ่นร่างกายเป็นเวลานาน (โดยเฉพาะในพื้นที่ปิด) และการเดินเตร่โดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะบริเวณใกล้โรงเรียนและโรงพยาบาล
  • ให้รถของคุณได้รับการปรับแต่งและบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม

2.ลดมลพิษPM2.5ในอาคาร  

  • ใช้พัดลมดูดอากาศที่ระบายออกสู่ภายนอกเมื่อปรุงอาหาร หากไม่มีพัดลมดูดอากาศหรือไม่ระบายอากาศภายนอก ให้เปิดหน้าต่างเพื่อเพิ่มการระบายอากาศ 
  • ใช้เครื่องฟอกอากาศแบบพกพาที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อกำจัดอนุภาค 
  • ห้ามสูบบุหรี่ในบ้านของคุณ
  • ใช้เครื่องทำความร้อนไฟฟ้าหรือแก๊สแทนเตาฟืนหรือเตาผิง หากคุณเผาฟืน ให้ใช้ไม้ "ปรุงรส" (แห้ง) และตรวจดูให้แน่ใจว่าเตาไฟหรือเตาฟืนของคุณเข้ารูปพอดี
  • ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องทำความร้อนและเตาแก๊สเป็นประจำทุกปีก่อนฤดูร้อน เพื่อให้มั่นใจว่าทำงานได้อย่างถูกต้องและมีการระบายอากาศออกสู่ภายนอก
  • ห้ามใช้ฮิบาชิ เตาถ่าน เครื่องทำความร้อนแบบไม่มีช่องระบายอากาศ หรือเครื่องกำเนิดพลังงานในอาคาร
  • จำกัดการจุดเทียนและเครื่องหอมในอาคาร และใช้เฉพาะที่มีการระบายอากาศภายนอกที่ดีเท่านั้น
  • หลีกเลี่ยงการใช้น้ำหอมปรับอากาศ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และน้ำหอมที่มีกลิ่นไพน์หรือกลิ่นส้ม เพราะพวกมันสามารถทำปฏิกิริยากับโอโซนเพื่อสร้างอนุภาคและฟอร์มาลดีไฮด์ได้
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีการระบายอากาศที่เพียงพอในระหว่างกิจกรรมที่สร้างความชื้นภายในอาคาร เช่น การอาบน้ำ การทำอาหาร และการล้างจาน ความชื้นกระตุ้นการเจริญเติบโตของเชื้อราและไรฝุ่น ซึ่งสามารถกระตุ้นให้เกิดโรคหอบหืดและภูมิแพ้ในผู้ที่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้เหล่านี้
  • ลดการใช้ยานพาหนะส่วนตัว ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ
  • หลีกเลี่ยงการเผาไหม้ในที่โล่งแจ้ง เช่น การเผาพื้นที่เพื่อเตรียมการทำเกษตรกรรม การเผาขยะ หรือวัสดุเหลือใช้ เป็นต้น
  • ควบคุมกระบวนการก่อสร้างให้มีฝุ่นน้อยที่สุด

3.ลดการเข้ามาของPM2.5นอกบ้านเข้ามาในบ้านของคุณ

  • ใช้พรมเช็ดเท้าและถอดรองเท้าที่ทางเข้าประตู
  • ปิดหน้าต่างและประตูเมื่อระดับอนุภาคภายนอกสูง ตรวจสอบระดับคุณภาพอากาศในปัจจุบัน และที่คาดการณ์ไว้สำหรับเมืองของคุณที่ Air4Thai
  • รักษาบ้านของคุณให้สะอาดเพื่อหลีกเลี่ยงการแขวนลอยซ้ำของอนุภาคจากพรมและพื้น เช่น ดิน ละอองเกสร สารก่อภูมิแพ้จากแมลงสาบ และสะเก็ดผิวหนังจากสัตว์ ใช้เครื่องดูดฝุ่นประสิทธิภาพสูงหรือเครื่องดูดฝุ่นส่วนกลาง (ทั้งบ้าน) และถูพื้นแข็งแบบหมาดๆ บ่อยๆ
  • ใช้ตัวกรองที่มีประสิทธิภาพปานกลางหรือสูงในระบบ HVAC ของคุณ หากระบบของคุณสามารถยอมรับตัวกรองดังกล่าวได้ หากบ้านของคุณไม่มีระบบส่วนกลาง ให้ใช้เครื่องฟอกอากาศแบบพกพาประสิทธิภาพสูงที่ไม่ปล่อยโอโซน 

4.ลดการสัมผัสกับอนุภาคมลพิษ PM2.5กลางแจ้ง

  • สวมหน้ากากป้องกันอนุภาค N95 ในสภาวะที่มีควันหรือฝุ่นละออง เช่น เมื่อใช้เครื่องเป่าใบไม้หรือเครื่องตัดหญ้า
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อระดับมลพิษภายนอกสูง  ตรวจสอบระดับคุณภาพอากาศในปัจจุบันและที่คาดการณ์ไว้สำหรับเมืองของคุณที่  
  • เมื่อเดิน วิ่งจ็อกกิ้ง ขี่จักรยาน และทำกิจกรรมกลางแจ้งอื่นๆ ให้หลีกเลี่ยงบริเวณที่ใกล้กับแหล่งกำเนิดมลพิษจากฝุ่นละอองที่เป็นอันตราย เช่น ถนนที่มีรถพลุกพล่านหรือทางด่วน
  • ใช้ไฟฟ้าแทนการใช้แก๊ส สนามหญ้าและอุปกรณ์สวน
  • ออกกำลังกายในที่ร่ม หรือที่ที่ฝุ่นน้อย และควรใส่หน้ากากอนามัยเวลาออกกำลังกาย
  • โดยเฉพาะเมื่อค่าฝุ่นสูง 50 ขึ้นไป ควรใช้เวลานอกบ้านให้จำกัดลดกิจกรรมกลางแจ้ง และปิดหน้าต่าง สำหรับกลุ่มเสี่ยงต้องเฝ้าติดตามว่าอาการของโรคจะกำเริบหรือไม่ หากค่าฝุ้นมากกว่า50ให้ลดกิจกรรมกลางหรือใช้เวลาให้สั้นที่สุดและสวมหน้ากาก N95 เมื่ออยู่นอกบ้าน หากฝุ่นในบ้านสูงก็ให้เปิดเครื่องฟอกอากาศ หรือสวมหน้ากากชนิด N95

5.สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน

เนื่องจากเป็นเรื่องยากมากที่จะหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งทุกวันและการสัมผัสกับหมอกควัน การสวมหน้ากากป้องกัน PM2.5 จึงถือเป็นวิธีป้องกันที่สะดวกและมีประสิทธิภาพที่สุด หน้ากากต้องปิดจมูกและปากให้มิดชิด เลือกหน้ากากคุณภาพสูงที่สามารถกรอง PM2.5 ได้ เช่น ชนิด N95 ที่สามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 0.3 ไมครอนได้มากถึง 95 เปอร์เซ็นต์ อย่าลืมเปลี่ยนหน้ากากทุกวันเพื่อสุขอนามัย

6.กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต้องมีการเตรียมพร้อมทางการแพทย์

หากคุณมีอาการแพ้ โดยเฉพาะฝุ่น จมูกอักเสบ หอบหืด เยื่อบุตาอักเสบ โรคผิวหนัง หรือโรคหัวใจและหลอดเลือด ให้แน่ใจว่าคุณมียาไว้ใกล้มือเมื่อสัมผัสกับ PM2.5 กลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และสตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง ปรึกษาแพทย์หากเกิดอาการกำเริบ

7.พักผ่อนให้เพียงพอและดูแลร่างกายให้ฟิตอยู่เสมอ

รักษาสุขภาพให้แข็งแรงเป็นสิ่งที่จำเป็น การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรงและไม่เจ็บป่วยจากมลภาวะต่างๆ อย่างไรก็ตาม โปรดหลีกเลี่ยงการเล่นกีฬากลางแจ้งจนกว่าคุณภาพอากาศจะดีขึ้น การนอนหลับสนิทยังช่วยซ่อมแซม และเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้
  • รับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยในป้องกันอันตรายที่เกิดจากฝุ่น PM 2.5 เช่น วิตามินซี ช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันร่างกายลดปัญหาจากภูมิแพ้ต่อระบบต่างๆ โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ หรือกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นสารต้านการอักเสบ ช่วยป้องกันความเสื่อมของร่างกายจากการได้รับฝุ่นละออง PM 2.5
  • ใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่จำเป็นต้องออกข้างนอกบ้าน หรือที่โล่งแจ้ง แนะนำให้ใส่หน้ากากอนามัยชนิดที่เรียกว่า N95 โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นโรคระบบทางเดินหายใจ หรือโรคหัวใจเรื้อรัง เพราะสามารถป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้ดี
  • สำหรับคนทั่วไปอย่างน้อยให้ใส่หน้ากากอนามัยก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง

8.ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ

ฝุ่นพิษสามารถเข้ามาในบ้านแม้ว่าคุณจะปิดประตูและหน้าต่าง การติดตั้งเครื่องฟอกอากาศที่สามารถกรอง PM2.5 จะช่วยลดฝุ่นพิษภายในบ้าน ท่านจะต้องเลือกขนาดของเครื่องฟอกให้เหมาะกับขนาดของห้อง  ที่สำคัญต้องเปลี่ยนแผ่นกรองตามการใช้งาน/ตามระยะเวลา

เลือกเครื่องฟอกอากาศให้เหมาะกับขนาดห้องของคุณ

เราสามารถแบ่งประเภทของเครื่องฟอกอากาศออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ โดยขนาดของเครื่องฟอกอากาศเองมีดังนี้
  • เครื่องฟอกอากาศห้องเล็กเหมาะสำหรับห้องส่วนตัวหรือห้องที่มีขนาดไม่เกิน 29 ตร.ม.
  • เครื่องฟอกอากาศขนาดกลางเหมาะสำหรับห้องขนาด 28 - 65 ตร.ม.
  • เครื่องฟอกอากาศขนาดใหญ่เหมาะสำหรับห้องขนาด 65 – 177 ตร.ม.

ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศบริเวณไหนดี?

การเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมในการวางเครื่องฟอกอากาศมีความสำคัญพอๆ กับการค้นหาสเปกที่เหมาะสม สถานที่ที่ดีที่สุดในการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศคือบริเวณที่คุณใช้เวลามากที่สุด เช่น ห้องนอนหรือสำนักงาน หากคุณเลือกเครื่องฟอกอากาศที่มีล้อเสริม คุณสามารถเคลื่อนย้ายเครื่องไปยังที่ใดก็ได้ที่คุณต้องการ และตั้งเครื่องให้ห่างจากกำแพงประมาณ 2 ฟุต

วิธีการใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง

  • หันด้านที่เป็นสีเขียวและเป็นมันออกด้านนอก
  • ให้ส่วนที่มีแผ่นเสริมความแข็งแรงและช่วยในการเข้ารูปอยู่ด้านบนของจมูก สังเกตรอยพับของผ้าด้านหน้าต้องพับลง หากใส่ผิดรอยพับจะกักเก็บฝุ่นละอองในรอยพับ ทำให้หายใจลำบาก
  • คล้องเชือกไว้กับหู โดยกดตรงส่วนเสริมความแข็งแรงให้แนบชิดกับสันจมูกมากที่สุด และดึงส่วนล่างมาปิดที่ค้าง
  • เปลี่ยนหน้ากากอนามัยทุกวัน และไม่ควรใช้ร่วมกับผู้อื่น

ประเภทของหน้ากากอนามัยและการเลือกใช้ให้เหมาะสม

1. หน้ากากอนามัยชนิด N95

เป็นหน้ากากอนามัยที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มีมาตรฐาน และได้รับการยอมรับว่า สามารถป้องกันเชื้อโรคได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละออง หรือเชื้อโรคที่มีขนาดเล็กถึง 0.3 ไมครอน เหมาะสำหรับการสวมใส่เพื่อป้องกันมลพิษ ฝุ่น PM 2.5 ควันพิษ ไอเสียรถยนต์ และไอระเหยของสารเคมีต่างๆ

2. หน้ากากอนามัยแบบเยื่อกระดาษ 3 ชั้น

หรือที่เรียกกันว่า “หน้ากากอนามัยทางการแพทย์” เป็นหน้ากากอนามัยที่คนส่วนมากคุ้นเคยกันดี เพราะหาซื้อได้ง่าย ราคาไม่แพง เน้นในด้านการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคจากการไอ หรือจาม จากเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อรา อย่างไรก็ตาม หากเป็นเชื้อไวรัสหรือฝุ่นละอองที่มีอนุภาคเล็กระดับไมครอน อาจไม่สามารถป้องกันได้ จึงไม่เหมาะสำหรับการใช้เพื่อป้องกันฝุ่น PM 2.5

3. หน้ากากอนามัยแบบผ้าฝ้าย

หน้ากากอนามัยชนิดนี้มีระดับความป้องกันไม่แตกต่างจากหน้ากากอนามัยแบบเยื่อกระดาษ เน้นการป้องกันการกระจายของน้ำมูก หรือน้ำลาย จากการไอ หรือจาม สามารถป้องกันฝุ่นละอองที่มีขนาดใหญ่กว่า 3 ไมครอนขึ้นไป จึงไม่เหมาะสำหรับใช้เพื่อป้องกันฝุ่น PM 2.5 หน้ากากอนามัยแบบผ้าฝ้ายมีข้อดีคือ ประหยัดกว่าการใช้หน้ากากอนามัยแบบอื่น เพราะสามารถนำไปซักกับน้ำยาฆ่าเชื้อโรคแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้

สรุป

ฝุ่น PM 2.5 เป็นมลพิษต่ออากาศและร่างกาย ควรป้องกันตนเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัยที่สามารถป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ หรือที่เรียกว่า “หน้ากากอนามัย N95” ก่อนออกจากอาคารทุกครั้ง แต่หากไม่มีหน้ากากอนามัย N95 สามารถใช้หน้ากากอนามัยประเภทอื่นทดแทนไปก่อนได้ อย่างไรก็ตาม หน้ากากอนามัยแบบเยื่อกระดาษ 3 ชั้น หรือแบบผ้าฝ้าย สามารถช่วยป้องกันได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น และควรใส่ให้ถูกวิธีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน วิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 คือการแก้ไขที่ต้นเหตุ ดังนั้น เราควรร่วมด้วยช่วยกันแก้ไขปัญหาด้วยการลดพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่น PM 2.5 เช่น ไม่เผาไหม้ขยะ หรือหันไปใช้ระบบขนส่งสาธารณะกันมากขึ้น เพื่อควบคุมฝุ่น PM 2.5 ไม่ให้เกินมาตรฐานนั่นเอง ทบทวนวันที่ 2/22566 โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เอกสารอ้างอิง






máy đánh bạc ăn tiền thật cá cược thể thao 1xbet casino slots 1xbet casino download m88 cá cược thể thao trực tuyến